eXTReMe Tracker1
 สเปอร์ส ไทยแลนด์ เวบบอร์ด , Spurs Thailand WebboardCOYSห้องข่าว (Tottenham News) (ผู้ดูแล: TobyAlliKeano, Osurada, PuyDaCosTa, Monsterdent, Badboyzaa, MADDOG, naMe_Spurs)เจาะใจ สตีเว่น คอลเกอร์ กับเส้นทางฟุตบอลอาชีพที่เดิมพันด้วยชีวิต
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เจาะใจ สตีเว่น คอลเกอร์ กับเส้นทางฟุตบอลอาชีพที่เดิมพันด้วยชีวิต  (อ่าน 391 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
TobyAlliKeano
ผู้ช่วยดูแลบอร์ด
นักเตะในตำนาน
*

คะแนนขอบคุณ 56
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1956

$89479.75 COYS
โอนเงินให้ - TobyAlliKeano


YID Clipper

[ สมบัติ ]                              


Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com YID Level 35

ประสปการณ์ level นี้: 96%
กระทู้ล่าสุด : 0%

« เมื่อ: สิงหาคม 01, 2017, 12:08:51 PM »

📌เจาะใจ สตีเว่น คอลเกอร์ กับเส้นทางฟุตบอลอาชีพที่เดิมพันด้วยชีวิต📌

“ผมนั่งเกลียดตัวเองมาหลายปี และปีนี้เกือบจะเป็นปีสุดท้ายในชีวิตผม”

📌ขอเท้าความก่อน  หากใครจำได้ สตีเว่น คอลเกอร์เคยเป็นดาวรุ่งมาแรงในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางของเราในช่วงปี 12/13 และได้ย้ายออกไปก่อนเปิดฤดูกาล 13/14  สิ่งที่เราจำได้ตอนนั้นคือ เรื่องราวของสตีเว่น คอลเกอร์กับทีมของเราจบลงไม่สวยนัก เริ่มจากคอลเกอร์อยากได้สัญญาใหม่ที่มากกว่าที่สโมสรจะให้ได้สำหรับดาวรุ่งเพิ่งขึ้นมาได้ปีเดียว   สุดท้ายก็มีข้อเสนอจากคาร์ดิฟฟ์เข้ามาและคอลเกอร์ก็ย้ายไป แต่เรื่องราวของคอลเกอร์เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น



📌อนึ่งบทความนี้เป็นบทความที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากๆ ที่นักกีฬาคนนึงที่ต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านจิตใจรุมเร้าหนักมากๆ จนแทบแหลกสลาย แต่ก็ยังรอดมาเล่าให้เราฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
*หมายเหตุ เนื้อหาเต็มๆนั้นยาวมากๆ จึงอาจจะมีการตัดทอน รวบรัดบางส่วนให้มีความรวบรัดมากขึ้นโดยไม่ตัดเนื้อหาส่วนที่สำคัญ

สตีเว่น คอลเกอร์ ในวัย 25 ปี จากดาวรุ่งที่ถูกคาดหวังสูงในหน้าสื่ออังกฤษ จากการทำผลงานยิงประตูได้ตั้งแต่ลงเล่นนัดแรกในนามทีมชาติ  กราฟชีวิตกลับดิ่งลงจนน่าตกใจ เมื่อเขาต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านจิตใจ ติดการพนัน ติดเหล้า ซึมเศร้าอย่างหนักจนเกือบที่จะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง   ปัจจุบันสตีเว่น คอลเกอร์ยังคงเป็นนักเตะในสังกัด QPR ซึ่งนับเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่จากยุคการวางแผนการเงินที่ผิดพลาด
คอลเกอร์เริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น




✒️“ผมเคยนั่งเกลียดตัวเองมาหลายต่อหลายปี ว่าทำไมผมเป็นเหมือนคนอื่นไม่ได้  ปีนี้เกือบจะเป็นปีสุดท้ายในชีวิตของผมแล้วมันเหมือนผมติดอยู่ในอุโมงค์ที่มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทางอยู่หลายปี”
คอลเกอร์กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและปรับสภาพ เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการพนันนับตั้งแต่เดือนธันวา 2016 และเขาไม่ได้แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นับตั้งแต่เดือนมีนาปีนี้  การจะฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์นั้นยังคงต้องใช้เวลา

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
คอลเกอร์มองว่าความสามารถทางด้านฟุตบอลของเขา เป็นทั้งของขวัญ และคำสาปจากเด็กอายุ 15 ที่เตะ Sunday league กลายเป็นนักเตะพรีเมียร์ลีกในอีก 4 ปีต่อมา   ในปี 2012 เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติชุดโอลิมปิกและทีมชาติอังกฤษของยุคปู่รอยในแมตซ์กระชับมิตร   ความสามารถของเขาได้รับการประเมินว่าควรค่าแก่การดึงตัวจากผู้จัดการหลายๆทีม  ซึ่งทำให้เขาเกิดความเชื่อมั่นว่า
“เขาเอาตัวรอดเองได้” เป็นเวลาเกือบ 6 ปีเต็มในการค้าแข้งอาชีพที่เขาสามารถทำใจยอมรับได้จริงๆ ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ

✒️“คุณจะคิดเสมอน่ะแหละว่าเดี๋ยวคุณก็กลับมาได้ คุณเอาอยู่ และในบางขณะการมีเงินก็ทำให้ความระมัดระวังตัวของคุณน้อยลง แต่ตอนที่ผมไปที่เซ้าท์แทมป์ตันแบบยืมตัวผมรู้เลยว่าจิตใจผมน่ะมันไปซะแล้ว ผมไม่ได้ลงเล่น อาชีพผมไม่ได้ไปไหน ผมพยายามจะขอความช่วยเหลือ หมอก็พยายามจะช่วยผม แต่คนอื่นๆ กลับบอกผมแค่ว่าลงสนามซะและแสดงตัวตนของนายออกมา”



✒️“ในช่วงเวลานั้นผมไม่รู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในหัวผม ผมรู้ดีว่านี่คืออาชีพ เขาซื้อผมมาเพื่อทำงาน และพวกเขาไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก เหมือนที่ QPR ผมต้องพยายามเล่นเพื่อแสดงว่าตัวตนของผมคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป  ผมรู้สึกเลยว่า ณ จุดๆ นึงมันต้องมีคนที่ดูแลเรื่องสภาพจิตใจ ฟุตบอลไม่ใช่ธุรกิจที่จัดการกับปัญหาทางด้านสภาพจิตใจได้ดีนัก จริงอยู่ที่ว่าสมัยนี้หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป มีการดูแลด้านนี้มากขึ้น แต่บ่อยครั้งความช่วยเหลือนี้ก็ไปไม่ถึงนักเตะ  ช่วงเวลาที่ผมมีปัญหา ผมได้พูดคุยกับเพื่อนนักเตะหลายๆ คนที่ได้รับคำปรึกษาให้ไปคลินิก Sporting Chance ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการดูแลสภาพจิตใจของนักกีฬา   แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ไป เพราะว่าพวกเขาคิดว่าถ้าพวกเขาใช้เวลาไปคลินิก  พวกเขาจะเสียพื้นที่ในทีมไป และเมื่อพวกเขากลับมาที่ของพวกเขาก็หายไปแล้ว  พวกเขาเลยที่จะไม่ไปรับความปรึกษา และตอนนั้นเองผมก็เลือกที่จะไม่ไปรับคำปรึกษาด้วยเหตุผลนั้นเช่นกัน”

✒️“ผมอยากจะบอกเพื่อนๆ นักเตะว่า เวลาที่ที่คุณรู้สึกว่ามีปัญหาให้ไปคุยกับสมาคม ไปคุยกับผู้จัดการของคุณ  อย่ากลัวที่จะโดนดร็อป   คุณต้องกล้าที่จะยอมรับว่าคุณมีปัญหาก่อนที่จะสายเกินไป”

✒️“เมื่อสมัยที่ผมเป็นเด็ก ฟุตบอลเป็นที่ปลดปล่อยของผม แต่เมื่อผมเริ่มเข้าสู่วงการมืออาชีพ มันมาพร้อมกับแรงกดดัน  ซึ่งผมหาทางออกในตอนแรกๆด้วยการพนัน และผมเสพย์ติดมัน  ผมเป็นคนที่เสพย์ติดชัยชนะ มันฟังดูดีเมื่อคุณพูดในเชิงของกีฬา แต่เป็นจะแย่ที่สุดเมื่อคุณพูดในแง่ของการพนัน  ผมเสพย์ติดการพยายามที่จะเอาชนะระบบ ผมหลอกตัวเองว่าสามารถเอาชนะระบบ เพราะมันเป็นแค่ระบบ ผมไม่สามารถเกลี้ยกล่อมตัวเองได้เลยว่าทำไมจึงไม่ควรที่จะพยายามเอาชนะระบบ”

ปัจจุบันคอลเกอร์ลงเล่นแล้ว 123 เกม กับ 8 สโมสรและวงจรของการพนันก็ตามเล่นงานเขามาตลอด

✒️“บางคืนผมไม่ได้นอนเลย ผมนั่งเล่นพนันยันตี 5”

✒️“ตอนผมอายุ18 ท็อตแน่มให้ผมยืมไปตัวไปที่สโมสรบริสตอลซิตี้  พวกเขาให้ผมพักที่แฟลตกลางย่านแหล่งบันเทิงเลย มันเต็มไปด้วยไนท์คลับ และมี 2 คาสิโนอยู่ตรงข้ามที่พักผม ครั้งนึงผมเคยโดนจากสตาฟฟ์ของสโมสรลากไปตักเตือน แต่พวกเขาบอกแค่ว่านายจะทำอะไรก็ได้ในเวลาว่างของนาย แต่อย่าทำให้ฟอร์มการเล่นเสียก็พอ”

✒️“ที่สวอนซี ผมได้รับบาดเจ็บ และเรื่องราวปัญหาของผมก็ถูกค้นพบเมื่อสเปอร์สส่งผมไปรับการดูแลที่ Sporting Chance ขณะที่ผมกำลังพักฟื้น แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดมากพอที่จะทำให้ผมหยุด ช่วงที่ผมกำลังรักษาตัว ผมเล่นพนันหนักขึ้นไปอีก ผมบ้ามาก  เมื่ออยู่ในทีม ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมดีเท่าๆ กับนักเตะชุดใหญ่คนอื่นๆ มันทำให้ผมรู้สึกแย่ แต่การออกจากคาสิโนพร้อมเงินในกระเป๋ามันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ผมจึงเล่นมันทุกวันเลย นานวันเข้าผมก็เริ่มเสีย ความรู้สึกเจ็บปวดที่มีเงินมากมายและต้องเสียมันไป ความรู้สึกอับอาย และรู้สึกผิดกัดกินตัวตนผมจากข้างใน ผมจึงเริ่มดื่ม เพื่อให้มันรู้สึกชา จะได้ไม่เจ็บปวด แต่มันยิ่งทำให้ผมเสียการควบคุมขึ้นไปอีก”

✒️“ประธานสโมสรเดเนี่ยล เลวี่ หาโอกาสมาคุยกับผมเป็นการส่วนตัวช่วงที่เราไปทริปกันหลังปิดฤดูกาล 2012/2013 ที่บาฮามาส เขาพูดว่าสิ่งที่นายทำน่ะมันแย่มาก แต่รู้อะไรมั้ยไม่ว่านายจะคิดได้เอง หรือจะไปจากที่นี่ ฉันกล้ารับรองกับเลยว่าถ้านายไปจากเราตอนนี้ นายจะมีแต่แย่ลง”

✒️“ผมตอนนั้นทั้งเด็ก และโคตรโง่ ผมได้ฟังเดเนี่ยล เลวี่พูดแบบนั้นผมกลับยิ่งถือดี ผมคิดว่ามันเป็นเหมือนคำท้าทาย ผมอยากจะพิสูจน์ว่าเขาผิด ผมเลยไปคาร์ดิฟ จริงๆ แล้วช่วง 6 เดือนแรกมันวิเศษมากๆ ผมได้เป็นกัปตัน และผู้จัดการทีมก็สนันสนุนผมเต็มที่ แม้รู้ว่าผมมีปัญหาเขาก็รับปากว่าจะอยู่กับผม  ผมรู้สึกเป็นที่ต้องการ ผมเป็นคนสำคัญ ผมไม่ไปเล่นพนันเลยในช่วงนั้น  เรื่องราวมาเลวร้ายลงเมื่อผู้จัดการทีมโดนปลด และแล้วเจ้าผีพนันก็กลับมา”



✒️“ผมย้ายมา QPR ในปี 2014 ผมพยายามจะทำให้ดีที่สุดกับการเริ่มต้นครั้งใหม่ แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของเรื่องราวที่ QPR ของคือนัดที่ 2 ของฤดูกาล ที่ QPR บุกไปเยือน WHL และโดนถล่มยับถึง 4-0 ความรู้สึกตอนที่ออกจากสนามมันแบบบอกไม่ถูกเลย แม้ผมจะไม่เห็นหรือได้ยินเสียงเดเนี่ยล เลวี่ แต่ผมรู้ดีว่าเขาอยู่ในสนาม และเสียงที่ดังในหัวผมคือ “ฉันบอกนายแล้ว” ผมปฏิเสธอะไรไม่ได้อีกแล้ว ผมทำพลาดมหันต์ที่จากสเปอร์สมาในเวลานั้น ผมควรจะอยู่และเอาชนะปัญหาของผมให้ได้  ผมอยากให้ธรณีแยกแล้วสูบผมลงไปเดี๋ยวนั้นเลย สิ่งที่อยู่ในหัวผมมีแต่คำว่าเสียใจ เสียใจ เสียใจ หลังจากนั้นผมก็หลุดไปเลย เหมือนโลกรอบตัวผมเลื่อนผ่านผมไป ผมแค่เหม่อลอย ผมไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน แค่ลืมตาจ้องมองออกไปแบบจุดหมาย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรอดช่วงเวลานั้นมาได้ไง มันเป็นฝันร้ายชัดๆ”

✒️“เวลาผ่านไปทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้าย ยิ่งเราแพ้ แฟนๆ ก็ยิ่งรุมด่าผมมากขึ้น ผมอยากให้เราทำผลงานได้ดี แต่เราแค่ไม่ดีพอ  ผมนอนไม่หลับ กังวลแต่เรื่องในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป  สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าช่วยผมได้ตอนนั้นคือแอลกอฮอล์ มันช่วยให้เสียงในหัวผมเงียบลง แม้จะชั่วคราวก็ตาม ผมดื่มหนักมาก บางครั้งผมตื่นมาเช้าวันจันทร์โดยจำวันอาทิตย์ไม่ได้ด้วยซ้ำ และเมื่อผมดูในมือถือ ผมจะได้รับข้อความ นี่นายทำมันจริงๆหรอ? หรือไม่ก็ ผู้จัดการต้องการพบนาย ผมตัวแข็งเลย ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป”

✒️“เคยมีครั้งนึง ผมตื่นขึ้นมาในห้องขังที่สถานีตำรวจ ผมโดยเทศน์ยาวเหยียดเกี่ยวกับข้อหาเมาแล้วอาละวาด ควบคุมตัวเองไม่ได้ นับตั้งแต่ลอนดอน ลากยาวมาที่เซ้าท์แทมตัน จนไปถึงลิเวอร์พูล หลายครั้งผมนั่งกับทนายของผมเพื่อดูเทปจากกล้องวงจรปิดเพื่อดูสิ่งที่ผมทำลงไป ผมไม่อยากเชื่อ ผมจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมเชื่อไม่ลงด้วยซ้ำว่าคนในเทปนั่นคือผม    ที่ลิเวอร์พูลผมตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองโดนแบล็คเมล์ว่าให้จ่ายเงินมาซะ ไม่งั้นจะเอาเทปตอนเมาไปขายให้นักข่าว ผมจำ...ไม่ได้เลย ผมจึงแจ้งสโมสรไปตรงๆว่าผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้และขอเข้ารับการบำบัด”

✒️“ปีที่แล้วเป็นปีที่แย่มากๆ ผมฝึกซ้อมไม่ได้ และเป็นนักเตะที่รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในทีมชุดปัจจุบัน สโมสรไม่สามารถบอกแฟนๆ ได้ว่าทำไมผมถึงลงเล่นไม่ได้ หรือลงซ้อมไม่ได้   แฟนผมเสียคุณแม่ของเธอไป และยังต้องมารับมือกับผมอีก ตอนนี้ลูกชายที่ผมที่อยู่กับแม่ของผมเป็นสถานที่ปลอดภัยและที่พึ่งทางใจเพียงแห่งเดียวของผม”



✒️“สโมสร QPR และเอเย่นต์ของผมพยายามจะผลักผมไปโลโคโมทีฟ มอสโคว พวกเขาพยายามจะบอกผมว่ามันเป็นการเริ่มต้นใหม่  ใจนึงผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นทางออก แต่ผมก็ฉุกคิดว่า เดี๋ยวสิแล้วทำไมต้องไปแก้ปัญหาถึงที่รัสเซีย ผมยังหาทางออกจากวงจรนรกนี้ไม่ได้เลย แล้วจะให้ไปอยู่ที่โน่นคนเดียว พร้อมๆ กับอาการบาดเจ็บที่ยังตกค้างอยู่อีก นี่มันสูตรสำเร็จของความหายะนะชัดๆ”

✒️“ผมได้นั่งจับเข่าคุยกับผู้จัดการทีม เอียน ฮอลโลเวย์ เขาบอกว่าพวกนั้นคิดได้ยังไงว่าการส่งนายไปอยู่รัสเซียในสภาพนี้จะเป็นการช่วยเหลือนาย นายต้องทำตัวนายเองให้ถูกต้องก่อน ผมซาบซึ้งกับคำพูดของเอียนแต่ก็เข้าใจได้เหมือนกันว่าทำไมสโมสรอยากจะทำแบบนั้น ยังไงก็ตามตรงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพยายามแก้ไขตัวเองของผม”

✒️“เดือนธันวา 2016 ผมเล่นพนันครั้งสุดท้าย และผมเสียเงินเยอะโคตรๆ ถึงจุดนี้ผมยอมรับความจริงได้แล้วว่า ผมไม่มีทางชนะระบบได้ มันไม่มีทางแก้แบบด่วนจี๋ ไปรษณีย์จ๋า แบบตู้มเดียวปัญหาทุกอย่างจะหายวับไปทันที ผมไม่มีทางช่วยโลกได้ด้วยการด้วยการเล่นรูเล็ตเพียงครั้งเดียว ผมคิดเรื่องฆ่าตัวตายบ่อยมากในช่วงนั้น เป็นช่วงเวลาแห่งความดำมืดอย่างแท้จริง เรื่องราวทั้งหมดของชีวิตผมเริ่มจากฟุตบอล ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอับอายจากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่ออะไร? ผมยังสามารถกอดลูกชายผมได้ ผมยังทำสิ่งดีๆให้แอฟริกาได้ ผมยังซื้อบ้านให้ครอบครัวผมได้ แต่ผมทำมันพัง ผมเสียเงิน70% ของที่ผมหามาได้ไปกับการพนัน เมื่อคิดถึงสิ่งที่คุณจะสามารถทำมันได้ด้วยเงินเหล่านั้น  คุณจะเปลี่ยนชีวิตคนได้เยอะขนาดไหน คุณจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าไม่เสียมันไปเพราะการพนัน มันไม่มีทางเลิกอื่นให้ผมอีกต่อไปแล้ว มีทางเดียวคือ เดินออกมาจากมันซะ”

✒️“สิ่งที่ห้ามผมจากการฆ่าตัวตายก็คือลูกชายของผม ผมไม่ได้เล่นพนันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ผมก็ยังดื่มเหล้าอยู่เพื่อเติมเต็มช่องในใจ ผมกลัว ผมไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ก่อนหน้านั้นผมคิดว่าการเข้ารับการบำบัดของผมมันไม่ได้ผล ทำไมมันถึงจะมาได้ผลตอนนี้ล่ะ  ผมเลยเลยทำผิดซ้ำอีกโดยการเลือกพึ่งพาแอลกอฮอล์ มันกลับยิ่งทำให้ผมซึมเศร้าหนักขึ้นไปอีก มารู้ตัวอีกทีผม วันที่12 มีนาคม ผมก็เสียใบขับขี่ไป  วินาทีนั้นผมรู้เลยว่าผมบริหารจัดการชีวิตผมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

✒️“ผมโดนปรับ 12,755 ปอนด์ และถูกยึดใบขับขี่เป็นเวลา 18 เดือน จากข้อหาปฏิเสธการเป่าแอลกฮอล์หลังจากที่โดนเรียกตรวจ ผมรู้ว่าผมดื่มไปเกินขนาด ตอนนั้นผมคิดว่าผมไม่อยากให้พ่อแม่รู้ว่าผมทำมันพังอีกแล้ว ผมมายืนต่อหน้าผู้พิพากษา 4-5 หนแล้ว และนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะถูกส่งเข้าคุก ไม่มีโอกาสครั้งต่อไปอีกแล้ว ผมไม่มีทางเลือก ผมจึงขอลาป่วยกับทางสโมสร และไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคซึมเศร้าและความกังวล  หมอจ่ายยาให้กับผมพร้อมกับช่วยผมวางแผนในการรักษาที่จะช่วยฟื้นฟูผมให้กลับมาเส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง



ช่วงเวลาระหว่างการบำบัดรักษา คอลเกอร์และแฟนได้เดินทางไปแอฟริกาและอินเดียเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้ด้อยโอกาส คนไร้บ้าน คอลเกอร์ยังได้เข้าพบกับผู้คนมากมายที่เคยติดการพนันและติดสุรา  เขาไม่ได้แตะสุราอีกเลย และยังคงกินยาตามที่หมอสั่งอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยในการปรับสมดุลของเคมีในสมองเสียใหม่เพื่อรักษาระดับสูง-ต่ำของอารมณ์

✒️“ผู้คนมักจะสรุปรวบรัดอย่างมักง่ายว่า ผมเสียคนเพราะผมได้รับเงินมากเกินไป แต่รู้อะไรมั้ย จริงๆ เงินน่ะมันไม่เกี่ยวเลย จากประสบการณ์การบำบัดของผม ผมเจอเด็กวัยรุ่นหลายๆ คนที่ไม่มีเงินเลยแม้แต่เพนนีเดียว แต่ก็ยังติดการพนัน ไม่ว่าผมจะเล่นฟุตบอลหรือไม่ ผมก็ยังคงต้องทนทุกข์เพราะความเจ็บป่วยนี้ ความเสพย์ติดมันอยู่เหนือทุกสิ่ง ผมเคยเป็นคนที่สุดโต่ง ผู้คนจะไม่เห็นผมฝึกซ้อมมากเป็นพิเศษ กินอาหารอย่างถูกต้องตลอดเวลา ว่ายน้ำทุกวันเพื่อให้หุ่นฟิต หรือทำงานการกุศล ผมก็ยังเป็นผม แต่ผมต้องค้นหาเส้นทางที่อยู่ตรงสายกลางของผมให้เจอ และผมคิดว่าตอนนี้ผมมาถูกทางแล้ว ทุกสิ่งเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว”

✒️“ผมทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆแต่ทำให้ผมรู้สึกตัวผมว่าอยู่ในเส้นทางเสมอ ผมพยายามใช้รถขนส่งสาธารณะเพื่อเตือนตัวเองเรื่องที่โดนยึดใบขับขี่  ผมพยายามไปอยู่ที่บ้านเก่าผมให้บ่อยขึ้นเพื่อที่จะได้ย้อนไปในอดีตว่าตอนอายุ 15 ตัวผมนั้นเคยพยายามมามากแค่ไหนเพื่อจะออกไปจากที่นี่ และเตือนตัวเองว่าถ้าผมยังทำผิดพลาดอีก นี่คือที่ที่ผมต้องกลับมาอยู่

สตีเว่น คอลเกอร์ยังเหลือสัญญากับ QPR อีก 1 ปี อย่างไรก็ตามคอลเกอร์ยังอยู่ช่วงลาป่วยอยู่ และแม้ เอียน ฮอลโลเวย์ยังแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการใช้บริการคอลเกอร์อยู่ แต่ทางสโมสรไม่คิดเช่นนั้น

✒️“เอียนส่งข้อความมาหาผมหลายครั้งว่ายังอยากให้ผมอยู่ในทีม แต่ตัวแทนของผมบอกว่าทางสโมสรนั้นไม่ต้อนรับผมอีกแล้ว”

✒️“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเกลียดทุกสิ่งที่ผมเป็นมาโดยตลอด ผมต้องเรียนรู้ที่จะเริ่มรักตัวเองใหม่อีกครั้ง ผมคิดถึงเกมในสนามเป็นบ้าเลย ผมคิดว่าครั้งสุดท้ายที่ผมสนุกกับการเล่นฟุตบอลคงตั้งแต่ที่คาร์ดิฟฟ์เลยมั้ง  ผมไม่อยากที่จะลองพิมพ์ชื่อตัวเองลงในกูเกิ้ลแล้วพบว่ามีแต่เรื่องน่าอับอาย ผมอยากให้ผู้คนได้จดจำผมอีกครั้งในฐานะของนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ดีพอที่จะเล่นให้ทีมชาติอังกฤษตอน 20 และยังมีเวลาเหลือให้ผมอีก 10 ปี ตอนนี้ผมรู้สึกถึงสภาพจิตใจที่ดี ผมอยากจะแสดงให้ผู้คนเห็นอีกครั้ง รวมถึงลูกชายผมว่าผมคู่ควรสำหรับโอกาสที่ผมได้รับ ผมรู้สึกขอบคุณที่ผมยังมีชีวิตอยู่”

✊✊ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังให้กับสตีเวน คอลเกอร์ฝ่าฟันวิกฤตชีวิตครั้งนี้ไปได้และกลับมาแกร่งกว่าเดิม✊✊

แหล่งที่มา The Guardian


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2017, 01:08:51 PM โดย TobyAlliKeano » บันทึกการเข้า

Fight For Champion League AGAIN !!.... Com'on Ya SpurS ~~~~~

1

TobyAlliKeano
ผู้ช่วยดูแลบอร์ด
นักเตะในตำนาน
*

คะแนนขอบคุณ 56
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1956

$89479.75 COYS
โอนเงินให้ - TobyAlliKeano


YID Clipper

[ สมบัติ ]                              


Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com YID Level 35

ประสปการณ์ level นี้: 96%
กระทู้ล่าสุด : 0%

« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2017, 03:12:34 PM »




cr : https://www.facebook.com/SpursThailandFanclub/photos/a.101481236561427.828.101471139895770/1471791029530434/?type=3&theater



บันทึกการเข้า

Fight For Champion League AGAIN !!.... Com'on Ya SpurS ~~~~~
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: