ฤดูกาล 1988-89 เป็นฤดูกาลหนึ่งที่แฟนไก่ต้องพบกับความกังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุที่ดาวยิงจอมถล่มประตูในยุคนั้นอย่างไคลฟ์ อัลเลน หันหลังให้กับสโมสร ออกไปแสวงโชคกับบอร์กโดซ์ทีมดังแห่งฝรั่งเศส ทิ้งปัญหาให้สาวกไก่ต้องขบคิดกันว่า ใครกันหนอที่จะมารับหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันไล่ยิงชาวบ้านให้ไส้แตก
เหมือนอย่างที่ไคลฟ์ อัลเลนเคยทำไว้ นับว่าโชคยังดีที่ฟ้าประทานดาวยิงระดับเพชฌฆาตเรียกพ่ออย่าง แกรี่ ลินิเกอร์ มาให้ในปีถัดมา แต่เคยทราบกันมั้ยว่า ก่อนหน้านั้น สเปอร์ได้ทุ่มงบถึง 1.7 ล้านปอนด์เพื่อคว้าดาวยิงผู้มีนามว่า พอล สจ๊วต โดยหวังจะให้สืบทอดตำนานนักฆ่าในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลน
ไคลฟ์ อัลเลน จากสโมสรไปเมื่อเดือนมีนาคมปี 1988 เพื่อค้าแข้งในฝรั่งเศส แต่อีกสามเดือนให้หลัง สเปอร์ในยุคเทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ก็ดอดไปเซ็นสัญญากับดาวยิงไฟพะเนียงวัย 24 ปีจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมกับความหวังเต็มปรี่ว่า ดาวยิงเจ้าของสถิติ 26 ประตูจาก 51 นัดของซิตี้นี้ จะรับภาระอันหนักอึ้งที่ไคลฟ์ อัลเลนทิ้งไว้ให้ แต่ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด สจ๊วตที่ยิงเป็นปืนกลในชุดเรือใบสีฟ้า กลับทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรในบทบาทกองหน้าในชุดไก่เดือยทอง ถึงตอนนั้นหลายคนเริ่มสงสัยกับจำนวนเงินที่สโมสรต้องจ่ายไปว่าไอ้หนุ่มหัวหยิกคนนี้จะตอบแทนได้ซักเท่าไหร่
นานวันเข้าความคาดหวังในตัวเจ้าหนุ่มคนนี้ยิ่งหนักอึ้งขึ้นทุกวัน แต่จำนวนประตูที่แฟนๆคาดหวังกลับเกิดขึ้นน้อยกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับการมาของโคตรเพชฌฆาตอย่างแกรี่ ลินิเกอร์ ที่ทำให้อนาคตของสจ๊วตเริ่มมีเครื่องหมายคำถามมากขึ้นทุกที ว่าเขาเหมาะที่จะเป็นตัวความหวังแทนที่ไคลฟ์ อัลเลน แล้วแน่หรือ?
แต่คำกล่าวที่ว่า “สถานการณ์มักจะสร้างวีรบุรุษ” ก็เป็นจริง ในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศปี 1991 ที่สเปอร์ฟันฝ่าเข้าถึงนัดชิงได้สำเร็จ โดยมีเจ้าป่าน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เป็นคู่ต่อกร เกมส์นั้นสเปอร์ลงสนามโดยมีจอมทัพอย่างพอล แกสคอยน์ และดาวยิงอย่างแกรี่ ลินิเกอร์ เป็นตัวความหวัง ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า พอล สจ๊วต ที่แฟนๆเคยส่ายหน้า จะมาสวมบทฮีโร่ขี่ม้าขาวมาซัดประตูสำคัญตีเสมอให้ทีม ก่อนที่จะเบียดเอาชนะเจ้าป่าไปได้ในช่วงต่อเวลา
แต่สิ่งที่แฟนบอลได้เห็นเต็มประจักษ์สายตาในวันนั้นคือ บทบาทใหม่ของสจ๊วตต่างหาก หลังจากที่แกสคอยน์โดยหามออกไปในต้นเกมส์ เวนาเบิ้ลส์ปรับเปลี่ยนแผน โดยการให้สจ๊วตมารับบทเพลย์เมกเกอร์ และนัดนั้นเอง โลกก็ได้ประจักษ์ว่า แท้จริงแล้วสเปอร์ลืมอ่านวิธีใช้ให้ดีก่อน เพราะสจ๊วตในบทบาทเพลย์เมกเกอร์นัดนั้นโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนแฟนๆลืมไปเลยว่า แท้จริงแล้วหมอนี่คือศูนย์หน้า
และนับแต่นั้นเป็นต้นมา สจ๊วต ก็สวมบทเพลย์เมกเกอร์เป็นการถาวรแทนที่แก๊ซซ่าที่เจ็บยาวและกำลังจะย้ายไปลาซิโอ ซึ่งผลงานในการเป็นจอมทัพคุมแดนกลางของเขา ก็ทำให้เจ้าตัวได้ดิบได้ดีจนถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษจากตำแหน่งมิดฟิลด์อีกด้วย
4 ปีในสีเสื้อสเปอร์ สจ๊วต ลงรับใช้ทีมไป 131 นัด ซัดไป 28 ประตู ก่อนที่แววแห่งความเป็นโคตรมิดฟิลด์ของเขา จะไปเข้าตาหงส์แดงลิเวอร์พูลมหาอำนาจแห่งยุคนั้น ทุ่มคว้าตัวไปร่วมทีม และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งการตกต่ำ เพราะนับจากย้ายออกจากสเปอร์ไป เขาก็ไม่เคยเรียกฟอร์มเก่งเหมือนเมื่อครั้งสวมบทบาทจอมทัพผู้เกรียงไกรให้ไก่เดือยทองได้อีกเลย…
รู้หรือไม่ : สิงโตจะตายทันที เมื่อโดนปืนยิงเข้าที่หัว…
Cybersin
เขียนได้เจ๋งมาก ครับ ชอบๆถ้าจำเรื่องราวเก่าๆได้บทความ นี้น่าติดตามอย่างยิ่ง
เสียดายจัง เกิดไม่ทัน
ดีครับ ได้รู้จักนักเตะเก่าๆมากขึ้น ชอบคำคมแต่ละตอนจริงๆ สุดยอดไปเลยครับ
เขียนได้ดีมากมากนะครับ ขอบคุณที่ช่วยเอาเรื่องเก่าๆกลับมาให้คิดถึงอีก
คราวหน้าขอคริส ว้อดเดิ้ลนะครับ
ผมเริ่มดูตอนนี้เลยแต่เด็กแค่แปดเก้าขวบ จำได้ตอนได้แชมป์ ปี 91 ชอบลินิเกอร์ แกสคอย แม็บบัต เคยมีภาพปฏิทิน สตาร์ซอกเกอร์หายไปแล้ว อยากดูภาพเก่าๆอีก เอามาลงอีกได้มะ
โอ นี่มันตอนที่เราเริ่มเชียร์ไก่นี่
เขียนได้สุดยอดมากครับ
แต่ตอนั้นผมยังเกิดไม่ทันเลยห้าๆๆ
อยากให้เขียนเรื่องของ นาอิม บ้างครับ เค้าคนนี้ก็เป็นฮีโร่เมื่อปีเดียวกับ พอล สจ็วต เหมือนกันครับ
นาอิมยังจำติดตาเลย ลูกยิงไกลลักไก่ไอ้เน่า ซีแมนเหวอไปเลย ลูกนั้น
ข้อมูลแน่นจริงๆครับ
นึกว่า Paul Walsh ขวัญใจแม่ผมสมัยนั้นซะอีก พอล ว้อลช์ แม่ผมชอบมาก เพราะหล่อ555
แม่แกชอบสเปอร์สเพราะตานี้แหละ ผมยาวๆ เท่ห์ซะไม่มี
ตานี้เล่นปี 88 – 92 มั้ง